ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Counters invisible hit counter

เหนียวแน่นดั่งแก่นขอน อายบอลล์บนความถี่ ต้อนรับทุกสถานี ร่วมทำดีเพื่อสังคม
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มารู้จักบรรดากิเลสทั้ง 3 คือ ราคะ (โลภะ) โทสะ โมหะ กันเถอะ  (อ่าน 13908 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
HS4MM
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20464



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 04 มกราคม 2011, 20:30:15 »


บรรดากิเลสทั้ง 3 คือ ราคะ (โลภะ) โทสะ โมหะ
ท่านว่ามีโทษหนักเบาไม่เท่ากัน ราคะนั้นดูเหมือนว่ามีโทษเบา แต่ละได้ยาก โทสะมีโทษหนักแต่ละได้ง่าย ส่วนโมหะมีโทษหนักและละได้ยาก เฉพาะโทสะ(ความโกรธ ความขุ่นเคือง) นั้น เวลามันเกิดขึ้นจะเอะอะตึงตัง คุณมาพาโวย เรียกว่าเห็นช้างเท่าหมู ไม่กลัวใคร แต่ก็มักสงบง่าย เพราะฉะนั้นท่านจึงว่าความโกรธมีโทษมาก

    ท่านบอกวิธีเอาชนะความโกรธ 9 วิธี สำหรับผู้มักขี้ยัวะ ลองฝึกปฏิบัติดูนะครับ ถ้าได้ผลอย่างไร ช่วยบอกผมด้วย จะได้ทำตามเพราะผมก็ใช่ย่อยเหมือนกัน ลูกศิษย์บางคนว่า อะไรๆ ก็ดี แต่ดุชะมัดญาติว่าอย่างนั้น

1.ให้นึกถึงผลเสียของคนมักโกรธ

    พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า คนที่โกรธคนอื่นนับว่าเป็นคนเลวอยู่แล้ว แต่ใครโกรธตอบเขากลับเป็นคนเลวกว่า พระองค์ทรงสรรเสริญเมตตา ความรักและความปรารถนาดีต่อกัน ถ้าเรามัวเป็นคนมักโกรธ ไม่รู้จักเมตตารักใคร่คนอื่นบ้างเลย จะนับว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

    เวลาเขาโกรธเรามา เราไม่โกรธตอบ นับว่าเป็นผู้เอาชนะใจคนได้ เอาชนะสงครามที่ชนะได้แสนยากและยิ่งรู้ว่าเขาโกรธและ ขุ่นเคืองเรา เราไม่แสดงอาการโกรธและขุ่นเคืองออกมา นับว่าได้ทำประโยชน์ทั้งสองฝ่ายคือ ทั้งแก่ตนเองและแก่คนที่โกรธเรา(การทะเลาะเบาะแว้ง หรือลงไม้ลงมือประหัตประหารกันก็จะไม่เกิดเพราะเราตั ดไฟแต่ต้นลม)

2.ให้พิจารณาโทษของความโกรธ

    คนเราเวลาไม่โกรธก็ดูดี ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่พอโกรธขึ้นมาก็กลายเป็นคนละคน หน้าตาจะบูดเบี้ยวแดงก่ำ บางคนมือไม้สั่นยังกับเจ้าเข้า เต้นแรงเต้นกา ปากก็กล่าวคำหยาบ ไม่รู้ไปสรรค์หาคำด่ามาจากไหน ไม่มีความสง่า สวยงามเหลือแม้แต่นิดเดียว เรียกว่าเป็นนางฟ้าอยู่หยกๆ กลายเป็นนังยักษ์ขมูขีทันที

    หรือถ้าจะให้ชัดเวลาที่เราโกรธ ลองส่องกระจกดูก็แล้วกัน หน้าที่ที่สวยงามยิ้มแย้มแจ่มใส มีเสน่ห์น่ารักนั้น ไม่รู้มันหายไปไหนกลายเป็นหน้ายักษ์หน้ามาร น่าเกลียดน่าชัง เมื่อพิจารณาเห็นความน่าเกลียดน่ากลัวของตนเองอย่างน ี้แล้ว ความโกรธที่มีมาก็อาจหายไปได้

3.นึกถึงความดีของคนที่เราโกรธ

    เวลาเราโกรธใครส่วนมากก็ขุดเอาแต่เรื้องที่ไม่ดีมาด่ าว่า ทีนี้ลองพยายามคิดถึงความดีของเขาดูสิ ว่าเขามีดีอะไรบ้าง เพราะตามธรรมดานั้น คนเราย่อมมีดีและไม่ดีเหมือนๆ กันต่างแต่ว่าใครจะดีมากดีน้อยเท่านั้น ไม่มีใครดอกที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรือชั่วร้อยเปอร์เซ ็นต์ เพราะฉะนั้น ถ้าใครมาทำให้เราโกรธไม่พอใจ นั่นเป็นจุดที่ไม่ดีของเขา เราก็ไม่ควรมองแต่จุดนั้น ลองหันไปดูจุดดีของเขาบ้าง เมื่อมองหาจุดดีก็อาจประหลาดใจว่า แท้ที่จริงแล้วเขามีความดีมากมาย "เขามีความไม่ดีบ้างก็ช่างเขา..." อะไรประมาณนั้น

    นึกได้อย่างนี้แล้วความโกรธที่มีอยู่อาจหายไปได้

4.ความโกรธทำให้ศัตรูสมใจ

    นอกจากทำให้ตัวเองทุกข์แล้วยังสาสมใจศัตรูด้วย เวลาถูกความโกรธครอบงำ จิตใจเรามักร้อนรุ่มยังกับหอบกองไฟลุกโชนไว้ในอก หาความสุขไม่ได้ ที่สำคัญคือเรากำลังทำตนให้เป็นที่สะใจแก่ศัตรูผู้มุ ่งร้ายแก่เรา โดยที่เขามิได้ลงทุนเลย เราทำให้เขาแท้ๆ

    คนที่ไม่ชอบเรา เขามักคิดภาวนาในใจ(พูดให้ชัดคือสาปแช่ง) ว่า "เจ้าประคุณ ขอให้ไอ้/อี...มันพินาศฉิบหายในเร็ววันเถิด" ถ้าเราเป็นคนมักโกรธ ก็เท่ากับเรากระทำการต่างๆ เข้าทางศัตรู โดยที่เขาไม่ต้องเสียแรงเสียเวลามาทำให้เราเลย

    ให้สอนตนเสมอว่า "คนอื่นอยากให้เจ้าโกรธ จึงแกล้งทำสิ่งไม่ถูกใจให้เจ้า แล้วไฉนเจ้าจึงช่วยให้เขาสมปรารถนา ด้วยการปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้นเล่า"

    " เวลาเจ้าโกรธขึ้นมาแล้ว เจ้าก็ไม่สามารถทำทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่เขา มิหนำซ้ำ เจ้าได้ทำร้ายตัวเองเข้าแล้ว ด้วยความทุกข์เพราะความโกรธนั้น"

5.พิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน

    ให้คิดว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน ต่างก็จะได้รับผลแห่งกรรมที่ตนทำ เราโกรธเขา แสดงว่าเราได้ทำอกุศลคือกรรมชั่ว กรรมชั่วที่เราทำลงไปมันก็จะมีผลร้าย ก่อความเสียหายขึ้น เราก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้น ดุจเอามือทั้งสองกอบถ่านที่ลุกโชน มือทั้งสองของเราก็ไหม้เอง หรือดุจเอามือกอบอุจจาระไปโปะคนอื่น ตัวนั้นแหละย่อมเปรอะอุจาระก่อน

    เมื่อพิจารณาเห็นว่าทุกคนต่างก็มีกรรมเป็นของตนเช่นน ี้ ก็จะเห็นในฝ่ายเขาเช่นเดียวกันว่า ถ้าเขาโกรธเขาก็ได้ทำกรรมไม่ดี และจะได้รับผลแห่งกรรมไม่ดีเช่นเดียวกัน เมื่อต่างคนต่างมีกรรมเป็นของตน เก็บเกี่ยวผลแห่งกรรมของตนอยู่แล้ว เรื่องอะไรมามัววุ่นวายโกรธกันอยู่ทำไม ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่กรรมดีมิดีกว่าหรือ

6.พิจารณาพระจริยวัตรของพระพุทธเจ้า

    พระจริยวัตรของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าพิจารณาจากช่วงไหน ก็จะเห็นชัดเหมือนกันว่า พระองค์ทรงมีเมตตา ไม่โกรธใคร ขณะทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ก็ทรงเอาความด ีชนะความชั่วตลอดมา แม้จะถูกกลั่นแกล้งโดยผู้ไม่ปรารถนาดี ก็ไม่ถือโทษ ดังเมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นภูริทัต จะถูกศัตรูทรมานอย่างไรก็ไม่โกรธไม่ทำร้ายตอบ ทั้งๆ ที่อยู่ในฐานะจะทำได้

    เมื่อพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ถูกเทวทัตจองล้างจองผลาญต่างๆ นานา ขนาดกลิ้งก้อนหินหมายประหารชีวิตพระองค์ แต่ก้อนหินปะทะง่อนผา สะเก็ดหินกระเด็นไปต้องพระบาท ได้รับทุกขเวทนาอย่างกล้า อีกครั้งหนึ่งสั่งให้ปล่อยช้างตกมันเพื่อทำร้ายพระพุ ทธองค์ถึงแก่ชีวิต ขณะเสด็จออกโปรดสัตว์ในเมือง พระองค์ก็ไม่ทรงถือสา กลับมีเมตตาต่อเทวทัตผู้มุ่งร้ายพระองค์สารพัด

    บางครั้งถูกอันธพาลที่ได้รับจ้างจากผู้มุ่งร้ายพระอง ค์ตามด่า ตลอดเจ็ดวัน พระองค์ก็ทรงสงบนิ่ง แผ่เมตตาจิตให้พวกเขา ไม่ทรงโกรธตอบ จนพระอานนท์ทูลให้เสด็จไปที่อื่นที่ไม่มีคนด่า พระองค์ตรัสสอนพระอานนท์ว่า ถ้าจะแก้ปัญหาโดยการหนี ก็คงหนีไปไม่มีที่สุด เพราะคนส่วนมากทุศีล ที่ถูกคือให้อดทนต่อคำล่วงเกิน ด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา

    เมื่อพิจารณาถึงพระจริยวัตรของพระพุทธเจ้าอย่างนี้แล ้ว ได้เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงเผชิญเรื่องที่เลวร้ายกว่าเ รา พระองค์ยังทนได้ เมื่อเราปฏิญาณว่าเป็นสาวกของพระองค์ ไฉนไยไม่ดำเนินตามรอยยุคลบาทเล่า เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว ความโกรธอาจหายไปได้

7.พิจารณาความเกี่ยวพันกันในสังสารวัฏ

    นี่ก็เป็นวิธีที่หนึ่งที่จะดับความโกรธได้ คือให้คิดว่าในโลกนี้ ไม่มีใครที่ไม่เคยเป็นญาติพี่น้องกันมาก่อน หากใครมาทำให้ท่านเกิดความโกรธ ก็ให้พิจารณาว่า คนๆ นี้อาจเคยเป็นบิดามารดาเรามาก่อน ในชาติใดชาติหนึ่งที่ล่วงมาแล้วก็ได้ หรืออาจเป็นแฟนเป็นกิ๊กที่เรารักสุดชีวิตมาก่อนก็เป็ นได้ แล้วเรื่องอะไรเราจะมาโกรธพ่อเรา แม่เรา หรือคนรักของเรา ถ้าพิจารณาอย่างนี้แล้วความโกรธที่มีก็อาจสงบได้

8.พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา

    ความโกรธเป็นปฏิปักษ์ของเมตตา ขณะใดความโกรธเกิดขึ้น ลองหันมาพิจารณาถึงคุณประโยชน์ของเมตตาดูสิว่า เมตตาความรักความปรารถนาดีต่อกันนั้น เป็นสิ่งที่ดีงามอย่างไร เมื่อพิจารณาถึงความดีงามของเมตตา ก็อาจระงับความโกรธได้

    ความดีงามหรืออานิสงส์ของเมตตา พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่ามี 11 ประการคือ

    1.คนที่มีเมตตานอนหลับก็เป็นสุข

    2.ตื่นขึ้นมาก็เป็นสุข คือหน้าตาสดใสเบิกบาน

    3.ไม่ฝันร้าย

    4.เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ใครเห็นใครก็รัก มีเสน่ห์

    5.เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย อย่าว่าแต่มนุษย์ด้วยกัน ภูตผีเทวดาก็รัก คนมีเมตตาผีไม่หลอกหลอน แทนที่จะหลอกหลอนกลับให้อารักขา อยู่อย่างปลอดภัยเสียอีก

    6.เทวดาอารักขา

    7.ปลอดภัยจากอัคคีภัย ยาพิษ และศาสตราอาวุธ

    8.จิตเป็นสมาธิได้เร็ว

    9.สีหน้าผ่องใสเบิกบาน

    10.ถึงคราวตายก็ตายอย่างมีสติ

    11.ถ้ายังไม่บรรลุคุณธรรมสูงกว่า ตายไปก็เข้าถึงพรหมโลกแน่นอน

    ถ้าอยากมีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ก็พึงพยายามเป็นคนไม่โกรธ หัดเป็นคนมีเมตตาเป็นธรรมประจำใจให้ได้

9.ให้แยกธาตุ

    วิธีแยกธาตุนี้เป็นวิธีที่ได้ผลชงัดนัก เพราะตราบใดเรายังมองเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นตัวเป็นคนเป็นนายนั่นนางนี่อยู่ ความโกรธก็เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราแยกธาตุเสีย ทั้งธาตุเขาและธาตุเรานั้นแหละ ความโกรธก็อาจหายไป เพราะไม่รู้ว่าจะไปโกรธส่วนไหน เพราะแต่ละส่วนก็ไม่ใช่ตัวตน หากเป็นเพียงธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ แค่นั้นเอง ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) แค่นั้นเอง

    เช่น เพราะคิดว่านายแมวมันด่ากูจึงโกรธ แต่ถ้าคิดแยกธาตุเสียว่า ส่วนไหนเป็นนายแมว รูปหรือเวทนาหรือ สัญญาหรือ วิญญาณหรือ ดินหรือ น้ำหรือ ไฟหรือ ลมหรือ ก็เปล่าทั้งเพ มันเพียงแค่ธาตุสี่ ขันธ์ห้าเท่านั้นเอง นายแมวนายหมูอะไรหามีไม่ เมื่อไม่มีนายแมวนายหมู คำด่ามันจะมีได้อย่างไร เมื่อไม่มีคำด่าแล้วจะโกรธทำไม

    ในทำนองเดียวกัน ที่เรียกว่า "กู" ก็เพียงประชุมแห่งธาตุสี่ขันธ์ห้าเท่านั้นเอง เมื่อแยกส่วนจนหมดแล้ว ก็ไม่มี "กู" ที่ไหน แล้วเราจะโกรธอยู่ทำไม

    พูดถึงตอนนี้ นึกถึงหลวงพ่อคูณสมัยท่านยังไม่ดังเปรี้ยงปร้างอย่าง สมัยนี้ หลวงพ่อท่านเดินทางไปกับศิษย์สองสามรูป ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ญาติโยมก็ยกมือไหว้ นั่งยองๆ แล้วถามว่า "หลวงพ่อไปไหนมาคร้าบ" หลวงพ่อคูณก็เดินเฉย ไปได้อีกหน่อย โยมคนหนึ่งก็ถามอีกว่า "หลวงพ่อไปไหนมาค่ะ" หลวงพ่อก็เฉยเช่นเดียวกันจนลูกศิษย์ถามว่า "หลวงพ่อ โยมถาม ทำไมไม่ตอบ"

    หลวงพ่อพูดว่า "กูไม่มา แม่มันจะถามใครหว่า" (ถ้ากูไม่มาเสียแล้ว จะถามใครเล่า) เออจริงสินะ ถ้าไม่มีกู แล้วคำถามมันจะมีได้อย่างไร ก็ให้คิดเสียว่า กูไม่มาก็แล้วกัน คำถามจะได้ไม่มี

    เวลาโกรธใครสักคน ก็ให้พิจารณาแยกธาตุดังว่ามาข้างต้นนั้น ความโกรธอาจหายไปได้


ที่มา>>>http://www.tekkacheemukkhor.com/webboard/index.php/topic,157.0.html
บันทึกการเข้า

บ่าวขอนโทนคนโก้ กินลิโพมื้อละขวด ความถี่ 144.200 MHz จังหวัดขอนแก่น
HS4MM
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20464



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 04 มกราคม 2011, 20:35:45 »


.........อคติ 4.........

อคติ  หมายความว่า  การกระทำอันทำให้เสียความเที่ยงธรรม  มี 4 ประการ

1.ฉันทาคติ    ลำเอียงเพราะรักใคร่

2.โทสาคติ     ลำเอียงเพราะโกรธ

3.โมหาคติ     ลำเอียงเพราะเขลา

4.ภยาคติ       ลำเอียงเพราะกลัว
อคติ 4 นี้ ไม่ควรประพฤติเพราะเป็นทางแห่งความเสื่อม
 
บันทึกการเข้า

บ่าวขอนโทนคนโก้ กินลิโพมื้อละขวด ความถี่ 144.200 MHz จังหวัดขอนแก่น
HS4MM
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20464



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 04 มกราคม 2011, 20:42:10 »

คนเราทุกข์เพราะอะไร?

คนทุกคนในโลกนี้ ไม่ใช่ทุกข์เพราะเสือกิน ไม่ใช่ทุกข์เพราะ
งูร้ายกัด ไม่ใช่ทุกข์เพราะช้างฆ่า .....

แต่ทุกข์เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลงของตน...
จะทุกข์เพราะสิ่งใดๆ ก็ตามตัวความโลภ ความโกรธ ความหลง
นี่แหละเป็นผู้ฆ่า

ความโลภ..
ความโกรธ..
ความหลง..

3 สิ่งนี้ร้ายกาจกว่าสิ่งอะไรทั้งหมด...
ร้ายกว่าผีร้าย ร้ายกว่าเสือร้าย ร้ายกว่างูร้าย...
ไม่มีสิ่งไหนจะร้ายกว่าตัวความโลภ ความโกรธ ความหลง...

เพราะฉะนั้น..ให้ระวังที่สุดในเรื่องของความโลภ ความโกรธ ความหลง
3 ประการนี้มันสามารถทำให้ผู้รู้แจ้งเป็นคนมืดก็ได้...
ฤทธิ์ของมันน่ะ มันอยู่เหนือทุกคนในโลกที่ได้เกิดมาในโลกนี้
ยกเว้นเสียแต่..."พระอรหันต์"...ฯ

ความโลภ....ไม่มีที่สิ้นสุดและก็ไม่รู้จักความพอ
ความโกรธ....ไม่รู้จักให้อภัย
ความหลง.....หลงอำนาจวาสนา...หลงจนลืมตนเอง

( ระวังให้ดี...ที่ทำงานท่านอาจจะมีคนทั้ง 3 ประการ )
บันทึกการเข้า

บ่าวขอนโทนคนโก้ กินลิโพมื้อละขวด ความถี่ 144.200 MHz จังหวัดขอนแก่น
HS4MM
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20464



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 04 มกราคม 2011, 20:46:21 »

กายกรรม3  วจีกรรม4  มโนกรรม3

กายกรรม3
ประพฤติชอบทางกาย มี 3 อย่างคือ
เว้นจากฆ่าสัตว์
เว้นจากลักทรัพย์
เว้นจากประพฤติผิดในกาม

วจีกรรม4

วจีสุจริต
เว้นจากการ พูดเท็จ
เว้นจากการ พูดส่อเสียด
เว้นจากการ พูดคำหยาบ
เว้นจากการ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล

มโนกรรม3

มโนสุจริต 3
1.ไม่โลภอยากได้ของเขา
2.ไม่พยาบาทปองร้ายเขา
3.เห็นชอบตามคลองธรรม
บันทึกการเข้า

บ่าวขอนโทนคนโก้ กินลิโพมื้อละขวด ความถี่ 144.200 MHz จังหวัดขอนแก่น
HS4RTR
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 429



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 05 มกราคม 2011, 08:13:46 »

สาธุ
บันทึกการเข้า

fish
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 375



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 05 มกราคม 2011, 08:37:58 »

ป๊าดโธท่าน 4 MM เปี่ยนไป
บันทึกการเข้า
HS4MM
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20464



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 05 มกราคม 2011, 09:20:59 »

คนเราบางครั้งทำดี.....ก็ไม่มีใครเห็น
บางคนเห็นเราทำดี....ก็มีคนที่อิจฉา
หันมาทางธรรมบ้าง.....ใจจะได้สงบ
อโหสิกรรมเขาบ้าง......จะได้ไม่จองเวรต่อกัน


ขอให้สนุกกับการทำงานนะครับ
ที่ทำงานแห่งไหนไม่สนุกสนาน
ที่นั่นมีคน.......มี

ความโลภ....ไม่มีที่สิ้นสุดและก็ไม่รู้จักความพอ
ความโกรธ....ไม่รู้จักให้อภัย
ความหลง.....หลงอำนาจวาสนา...หลงจนลืมตนเอง

( โปรดมองดูคนรอบข้างๆท่าน...มีใหม? )
บันทึกการเข้า

บ่าวขอนโทนคนโก้ กินลิโพมื้อละขวด ความถี่ 144.200 MHz จังหวัดขอนแก่น
nuns
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2613


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 05 มกราคม 2011, 09:26:47 »

สาธุ ...พระท่านว่าคนเราส่วนมากสอนคนอื่นได้แต่สอนตัวเองไม่ได้ แม่นบ่ท่าน
บันทึกการเข้า
HS4MM
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20464



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 07 มกราคม 2011, 08:22:20 »

พร 4 ข้อของท่าน ว.วชิรเมธี

1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่าหลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง
"กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก" คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส "จิตประภัสสร" ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี
"แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข"

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
"แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน"
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า "เจ้ากรรมนายเวร"
ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้อง ถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น "ไฟสุมขอน" (ไฟเย็น)
เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี "แผ่เมตตา"
หรือ ซื้อโคมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ "ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น"
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ "อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน"
"อยู่กับปัจจุบันให้เป็น" ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี "สติ" กำกับตลอดเวลา

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
"ตัณหา" ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่ เกินพอดี
เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ
ธรรมชาติของตัณหา คือ "ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม"
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่คุณค่าเทียม
เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร
แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่ คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า "เกิดมาทำไม"
"คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน"
ตามหา " แก่น " ของชีวิตให้เจอ
คำว่า "พอดี" คือถ้า "พอ" แล้วจะ"ดี"
รู้จัก "พอ" จะมีชีวิตอย่างมีความสุข

 
บันทึกการเข้า

บ่าวขอนโทนคนโก้ กินลิโพมื้อละขวด ความถี่ 144.200 MHz จังหวัดขอนแก่น
crazygirl
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 63


สูบบุหรี่มันมีแต่ทรุด แต่ถ้าสูบบุรุษมันมีแต่ซี๊ด !


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 07 มกราคม 2011, 14:22:56 »

พร 4 ข้อของท่าน ว.วชิรเมธี

1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่าหลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง
"กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก" คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส "จิตประภัสสร" ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี
"แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข"

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
"แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน"
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า "เจ้ากรรมนายเวร"
ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้อง ถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น "ไฟสุมขอน" (ไฟเย็น)
เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี "แผ่เมตตา"
หรือ ซื้อโคมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ "ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น"
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ "อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน"
"อยู่กับปัจจุบันให้เป็น" ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี "สติ" กำกับตลอดเวลา

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
"ตัณหา" ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่ เกินพอดี
เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ
ธรรมชาติของตัณหา คือ "ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม"
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่คุณค่าเทียม
เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร
แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่ คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า "เกิดมาทำไม"
"คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน"
ตามหา " แก่น " ของชีวิตให้เจอ
คำว่า "พอดี" คือถ้า "พอ" แล้วจะ"ดี"
รู้จัก "พอ" จะมีชีวิตอย่างมีความสุข

 


เอ๊ คุ้นๆนะ เอามาจากไหนคะ
บันทึกการเข้า

โสด...เวลาแฟนหลับ ขยับเวลาแฟนเผลอ ละเมอเวลาแฟนหาย แกล้งตายเวลาแฟนจับผิด
HS4MM
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20464



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 07 มกราคม 2011, 14:51:01 »

เอามาจากคุณ...crazygirl  ที่ส่งมาให้ทางเมล์
กลับมาเยี่ยมแล้วเหรอ..ยินดีต้อนรับครับ
...มาใกล้ๆนะครับ...จะผูกแขนให้.........
บันทึกการเข้า

บ่าวขอนโทนคนโก้ กินลิโพมื้อละขวด ความถี่ 144.200 MHz จังหวัดขอนแก่น
crazygirl
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 63


สูบบุหรี่มันมีแต่ทรุด แต่ถ้าสูบบุรุษมันมีแต่ซี๊ด !


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 07 มกราคม 2011, 15:22:36 »

เอามาจากคุณ...crazygirl  ที่ส่งมาให้ทางเมล์
กลับมาเยี่ยมแล้วเหรอ..ยินดีต้อนรับครับ
...มาใกล้ๆนะครับ...จะผูกแขนให้.........

[/quote

5555555555555 แบงค์พันด้วยนะคะ
บันทึกการเข้า

โสด...เวลาแฟนหลับ ขยับเวลาแฟนเผลอ ละเมอเวลาแฟนหาย แกล้งตายเวลาแฟนจับผิด
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

    ฝากขายอาคารพาณิชย์

  1. ฝากขายอาคารพาณิชย์
  2. propertydd4u.com

    รับ ทำ seo โปรโมท เว็บไซต์

  3. รับ ทำ seo โปรโมท เว็บไซต์
  4. promote-thai-website.com

    ทีเด็ดฟุตบอล

  5. ทีเด็ดฟุตบอล
  6. tded90.com

    โฆษณาเว็บไซต์

  7. โฆษณาเว็บไซต์
  8. promote-thai-website.com